คู่มือการฝึกอบรมครูและผู้ดูแลเด็ก
หน่วยการเรียนรู้ที่1 การจัดโปรแกรมการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง
การอบรมเลี้ยงดูเด็ก แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และการจัดบริการให้คำปปรึกษาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 2-5 ปี
ความสำคัญและประโยชน์ของการจัดการของโปรแกรมการให้ความรู้การอบรมเลี้ยงดูเด็กแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง เด็กปฐมวัย คือ เด็กวัยทารกและวัยเตาะเเตะหรือเด็กอายุระหว่าง0-2ปี ในวัยนี้เด็กต้องการการดูแลด้านสุขภาพโภชนาการ การพัฒนาสติปัญญา การกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน การปกป้องคุ้มครอง และหากพบว่าเด็กมีการพัฒนาล่าช้าเด็กต้องได้รับความรัก การดูแลเอาใจใส่ เป็นพิเศษ และจัดโอกาสในการทำกิจกรรมที่หหลากหลายให้เด็กได้สามารถได้ทดลองทำสิ่งต่างๆเพื่อเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมสติปัญญา ภาษา จริยธรรม และความคิดสร้างสรรค์
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้เลี้ยงดู ดังนี้
-เข้าใจเห็นความสำคัญของการพัฒนาการตามวัยและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับครู ผู้ดูแลเด็ก มีดังนี้
-เข้าใจผลกระทบและอิทธิพลของบุคคล สถานที่ และชุมชนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
เด็กปฐมวัยทุกคนมีความต้องการและสิทธิที่จะได้รับการอบรม หมายถึง การจัดการดูแลและตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เด็กอยู่รอด ปลอดภัย และเจริญเติบโต
-การปกป้องเด็กจากอันตรายทางด้านร่างกาย
-การให้เด็กได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างอิสระด้วยความรับผิดชอบและมีการสร้างทางเลือกให้แก่เด็ก
การวางแผน การกำหนดวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้เลี้ยงดูหลัก การเลือกรูปแบบ เนื้อหา กิจกรรม สื่อ การมีส่วนร่วมของพ่อแม่
การดำเนินการ การประชาสัมพันธ์การติดต่อสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเข้าร่วม การจัดดำเนินงานที่ได้วางแผน
การประเมินผลและการสรุปรายงาน สิ่งที่ประเมิน การบรรลุวัตถุประสงค์ ความพร้อมการจัดดำเนินการ การจัดทำสรุปรายงาน
หน่วยการเรียนรู้ที่2 นานาสาระเพื่อความเข้าใจเด็ก การดูแล และการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
โดยเริ่มจากสิทธิเด็ก ทฤษฏีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กปฐมวัยพัฒนารอบด้านอย่างเต็มศักยภาพ การอบรมเลี้ยงดูเด็ก ผู้ปกครองหรือการให้คำปรึกษาได้ การปฏิบัติในการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่ต้องคำนึงถึงสิทธิเด็ก เน้นการเลี้ยงดูเชิงบวก โดยไม่ใช้ความรุนแรงต่อเด็ก สร้างความมั่นใจให้เด็กเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ และจะประสบความสำเร็จในการทำสิ่งต่างๆ ไม่ตัดสินใจแทนเด็กตลอดเวลาแต่ช่วยให้เด็กได้คิดหาทางเลือกต่างๆในการแก้ปัญหาอย่างฉลาด เพื่อให้เขาได้เติบโตขึ้นเป็นคนที่เชื่อมั่นใจตนเองและกล้าตัดสินใจ
หลักการและวิธีการสื่อสารกับเด็กปฐมวัยเพื่อความเข้าใจในเด็กและการสร้างปฏิสัมพัธ์กับเด็กหลักการสื่อสารกับเด็กปฐมวัย
-สื่อสารด้วยภาษาแม่ของเด็ก ซึ่งเป็นภาษาแรกของเด็ก รับฟังเด็กและเรียนรู้ภาษากาย อารมณ์ ความรู้สึกของแต่ละคนที่ทีแตกต่างกัน ใช้คำพูดในแนวทางการปฏิบัติของเด็กที่ชัดเจน
การดูแลเด็กและการสร้างวินัยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องอาศัยความรอบคอบและหนักแน่น โดยไม่ใช้วิธีที่หยาบและง่าย เช่นตะโกน ดุด่า พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ใหญ่ที่จะทำเช่นนี้ได้จึงต้องใจเย็น และไม่ใช้อารมณ์ในการอบรมสั่งสอนเด็ก ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็นตลอดเวลาว่าการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างให้เกียรติและเคารพในศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสำคัญ และการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออกที่ดีหรือมีประสิทธิภาพต้องร่วมมือร่วมใจใช้แนวทางเดียวกัน ไม่คัดแย้งกันเอง เช่น คนหนึ่งตี คนหนึ่งปลอบ
การให้คำแนะนำพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู เพื่อดูแลและเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้เกิดพัฒนาการตามวัย พัฒนาการของเด็กปฐมวัยมีลักษณะเฉพาะและเปลี่ยนแปลงตามช่วงอายุ พัฒนาการของเด็กทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสัมพันธ์กัน โดยสิ่งที่เด็กแสดงออกและสิ่งที่เด็กต้องการการพัฒนา เป็นช่วงที่พัฒนาด้านสมองและด้านการเรีนนรู้เป็นไปอย่างรวดเร็ว พื้นฐานสำคัญในการอบรมเลี้ยงดู โดยพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเริ่มสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นกับเด็กและครอบครัว
แนวทางการให้คำแนะนำสำหรับเด็กและการตอบสนองต่อพฤติกรรมที่ดีของเด็ก เด็กในช่วงปฐมวัยเป็นวัยที่ต้องการชี้แนะแนวทางในการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมด้วยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการตอบสนองพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก ดังนี้
-เป็นแบบอย่างในพฤติกรรมที่ดีที่เด็กต้องการ
-มีความคงเส้นคงวากับเด็ก
-ชมเชยเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม
-ยอมรับข้อผิดพลาดของเด็ก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น